เปิดใจตลกดังร่างเล็ก ตุ๊กกี้ สุดารัตน์ ถึงกระแสแอนตี้ในโลกโซเชียลฯ ที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเผยถึงเหตุผลที่ชีวิตนี้ไม่คิดแต่งงานมีลูกกับ บูบู้ กำธร แฟนหนุ่ม รวมทั้งพูดถึงอาการป่วยของคุณพ่อที่ดีขึ้นเยอะแล้ว...
เป็นตลกดังแถวหน้าของเมืองไทย ที่กี่ปีผ่านไปก็มีกระแสทั้งบวกและลบมาตลอด สำหรับ ตุ๊กกี้ สุดารัตน์ บุตรพรม ที่มีทั้งภาพด้านบวกเป็นตลกดัง ที่มีงานเยอะคนหนึ่ง เป็นลูกกตัญญูดูแลพ่อแม่เป็นอย่างดี แต่อีกกระแสก็มองในแง่ลบว่าเ ธอคนนี้หยิ่ง ดังแล้วลืมตัว สร้างภาพ อวดรวย ฯลฯ แถมยังพ่วงไปถึงแฟนหนุ่ม บูบู้ กำธร โพธิ์น้ำคำ ที่ถูกเม้าท์แรงว่าเกาะกระโปรงผู้หญิงอีก จนหลายคนชักสงสัยว่า จริงๆ ตุ๊กกี้เป็นคนแบบไหนกันแน่ แล้วเมื่อความรักของ ตุ๊กกี้-บูบู้ เจอกระแสลบแบบนี้ จะกระทบความสัมพันธ์หรือไม่ และทั้งคู่มีแพลนสละโสดบ้างรึยัง หลังคบกันมานานถึง 11 ปี วันนี้ “บันเทิงไทยรัฐออนไลน์” เลยชวนเจ้าตัวมาเปิดใจทุกประเด็น รวมทั้งอัพเดตอาการป่วยของคุณพ่อตุ๊กกี้ด้วยว่าเป็นอย่างไรบ้าง
Q : ถามถึงอาการป่วยของพ่อเป็นไงบ้าง?
A : ดีขึ้นมากๆ เลย เพราะว่าหลังจากที่ร้องไห้ไปคราวนั้น ก็ดีขึ้นเยอะเลยค่ะ ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์เลย เมื่อก่อนคุณพ่อไม่ฟัง แต่พอร้องไห้ออกสื่อ พ่อก็เลยรู้ว่าก้นบึ้งหัวใจเราคิดอะไรอยู่ ก็ห่วงพ่อน่ะแหละ คือเสียใจที่ว่ามีเงินซื้ออะไรได้ทุกอย่าง แต่พ่อไม่ยอมรักษา พอกลับบ้านก็เอาทุกอย่างให้พ่อดู คอมเม้นต์ของคนที่ส่งมา คือหนึ่งคนเป็นเก๊าท์เนี่ยมีเยอะมาก สองเราก็บอกพ่อว่ารู้ไหมทำไมเขาถึงหาย เพราะเขาทำแบบนี้ไงพ่อ สามคือโรคนี้มันหายได้ แต่สิ่งเดียวที่พ่อเป็นแล้วไม่หายเลยคือ ชอบคิดว่าตัวเองไม่เป็นไร สิ่งไหนต้องห้ามก็กิน เขาไม่ให้ทำอะไรก็ทำ ซึ่งโรคนี้มันต้องบำรุงขา ดูแลขา ไม่ให้ก้มเงย พอทำตามแล้วดีขึ้น แต่ยังต้องไปหาหมอ เมื่อก่อนไปอาทิตย์นึง 2 วัน แต่เดี๋ยวนี้เดือนละ 2 ครั้ง ไม่ปวดร้อนอะไรแล้วทั้งสิ้น และอีกสิ่งนึงที่พ่อทำแล้วรู้สึกดีขึ้นคือนอนเร็วและไม่จำเป็นต้องตื่นเช้า ก็เลยบอกพ่อว่ารู้ไหมเวลาทำตามหนูเนี่ย หนูไม่ได้คิดเองนะ คนที่เขาเป็นโรคนี้ฝากมาบอกว่าเขาหายจริงเพราะเขาทำแบบนี้ พอทำตามแล้วดีขึ้นเลย ร่าเริงสดใส เมื่อก่อนโทรกลับบ้านคุยกับแม่ 20 นาที แต่คุยกับพ่อ 10 นาที ทุกวันนี้คุยกับแม่ 5 นาที คุยกับพ่อ 25 นาที
Q : ทำไมถึงไม่ให้พ่อมารักษาตัวที่ กทม.?
A : ที่ไม่ได้ให้พ่อมา กทม. เพราะพ่อเดินทางไกลลำบาก ด้วยพ่อก็อายุเยอะด้วย ลุกนั่งลำบาก แต่ว่าหมอที่บ้านก็ดูแลดี ถามว่าต้องบำรุงอะไรเป็นพิเศษไหม มีค่ะ เยอะมาก ผู้ใหญ่แนะนำอะไรพี่ซื้อหมดเลย ส่งไปให้พ่อจนพ่อบอกว่าจะเปิดร้านขายอยู่แล้ว เพราะมันเยอะมาก (หัวเราะ) ตอนนี้ก็ให้แม่กับน้องดูแลค่ะ
Q : ทำให้เราใจชื้นขึ้นไหม ที่เราทำให้พ่อไปไม่สูญเปล่า?
A : ใช่ค่ะ แต่ถ้าพ่อเชื่อตั้งแต่แรกก็คงจะไม่หนักขนาดนี้ คือพ่อดื้อ ชอบคิดว่าตัวเองเป็นวัยรุ่นอยู่ไง ทำพฤติกรรมเดิมๆ ที่เป็นวัยรุ่น แต่สังขารคนก็แก่ตามอายุ พี่ก็ถามพ่อว่าอายุเท่าไรแล้ว พ่อบอกอายุ 67 พี่ก็บอกนี่ไง พ่อไม่ได้อายุ 27 ไม่ได้จะเดินรอบบ้านได้นะ แต่พอเชื่อแล้วดีขึ้น
Q : ช่วงนี้ได้ไปเยี่ยมไหม?
A : พี่กลับบ้านทุกเดือน ใครที่ตามไอจีจะรู้ว่ากลับบ้านบ่อยมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ได้กลับบ้านบ่อยมากหรอก โชคดีตรงที่ไปงานแถวบ้าน เลยไปหาพ่อที่บ้าน ล่าสุด ไปเล่นคอนเสิร์ตแก๊งสามช่า ที่เมืองเลย หนองคาย บึงกาฬ ก็ใกล้บ้านหมดเลย พี่ก็กลับไปนอนบ้านทุกวัน เที่ยงๆ ก็ออกมาคอนเสิร์ตค่ะ
Q : เราห่วงพ่อไหม เพราะเราทำงานเยอะ เลยไม่ค่อยได้อยู่ดูแลพ่อ?
A : ใช่ค่ะ แต่พี่ทดเวลาบาดเจ็บ คือเทศกาลสำคัญพี่ไปก่อนตลอดนะ สมมติเทศกาลสงกรานต์ วันที่ 11 เม.ย. พี่ก็ไปไหว้พ่อแม่ที่บ้านแล้ว เป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เด็กค่ะ คือเทศกาลเราให้ความสำคัญค่ะ อย่างวันที่ 9 ธ.ค. จะบายศรีให้พ่อทุกปี จะทำอะไรก็จะคิดถึงพ่อแม่ตลอด (บูบู้ไปด้วยไหม?) เมื่อก่อนบูบู้ไปบ่อยมาก แต่ตั้งแต่เปิดร้านแทททูมา กล่อมนานมากกว่าจะไป คือมันเป็นรายรับที่คิดเป็นนาที พี่ก็เข้าใจคนเป็นเจ้าของร้านนะ เวลาเขาอยากได้เงินเขาก็ต้องอยู่หน้าร้าน แต่พอวันที่เขาไม่อยู่กับวันที่อยู่รายรับมันต่างกันไง ถ้าอยู่ทุกวันมันจะดีมาก เมื่อก่อนพี่จะง้องแง้งนะ จะให้กลับบ้านด้วย แต่ทุกวันนี้พอเห็นบูบู้นั่งนับเงินแล้วหน้าตาเขาชื่นใจ พี่ก็โอเคให้เขาทำไปเถอะ แต่ว่างานใหญ่ๆ ยังไงก็ต้องไปนะ ต้องล็อกคิวไว้ว่าต้องกลับบ้านด้วยกัน
Q : อย่างช่วงวันวาเลนไทน์ก่อนหน้านี้เป็นไงบ้าง?
A : พี่คงเลยเถิดช่วงเฟิร์สเลิฟปั๊บปี้เลิฟมาแล้ว เราอยู่ด้วยกันทุกวัน ความรักมันเกิดขึ้นทุกวัน มันเลยความรักไปแล้ว มันเป็นลักษณะห่วงใย ผูกพันมากกว่า มีไปทานขัาวไหมก็ไม่นะ วันนั้นก็ทำงานเสร็จแล้วไปดูคอนเสิร์ตที่พัทยากับบูบู้ แต่ไปกับเพื่อนแก๊งเขาประมาณ 30 คน คือเราอยู่ด้วยกันทุกวัน มันก็เลยไม่ได้สวีต
Q : คนก็มองว่าคบกันนาน แล้วเมื่อไรจะแต่งงาน?
A : ไม่แต่งหรอก เมื่อก่อนพี่อยากแต่งงานมาก แต่พี่มาเห็นข่าวบูบู้นี่แหละ พี่เลยไม่แต่ง คือไม่ได้อ่านนะ แต่บู้เล่าให้ฟังว่า มีคนมองว่าเขาเกาะชายกระโปรงนู่นนี่ พี่เลยรู้สึกว่าสังคมไทยมองคนเป็นแบบนี้ พี่ก็เลยหาวิธีการที่ปกป้องบู้ได้มากที่สุด เพราะไม่มีใครรู้ดีว่าบู้เป็นยังไงเท่าตัวพี่ ถ้าบู้ทำแบบนี้กับพี่ พี่จะโง่ให้ทำมาตลอด 11 ปีเลยเหรอ ที่สำคัญคือ พี่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่พี่ไม่มีอะไร แล้วชีวิตพี่ติดลบด้วยนะ พี่มาด้วยหนี้ 3 แสน มาอยู่กับบูบู้น่ะ แต่เขาอยู่กับเราตลอดจนเรามี เป็นแบบนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง โทรวันละ 3 เวลา ยังไงก็ยังเหมือนเดิม ซักเสื้อผ้าชุดชั้นในก็ยังเหมือนเดิม จะเอาอะไรกับบู้อีกล่ะ พอเห็นข่าวแล้วพี่ก็เลยเรียบเรียงคำพูดทุกคนที่พูดให้บู้ แล้วพี่ก็คิดว่าถ้าพี่แต่งงาน ก็ไม่วายว่าทุกคนก็ต้องมองบู้ในภาพลบ พี่ก็เลยถามแม่ว่าเอายังไงดี แม่ก็บอกว่าไม่ต้องแต่ง แต่งทำไม บู้ไม่มีพ่อแม่ จะไปเรียกสินสอดกับใครล่ะ บู้ตัวคนเดียว บู้มีพี่ พี่มีพี่น้อง ถ้าพี่น้องเข้าใจก็จบค่ะ
Q : แบบนี้เราก็จะใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ โดยไม่แต่งงาน?
A : ก็แบบนี้ตลอดไปเลย แม่พี่ก็ถามว่าแล้วลำบากใจไหมที่อยู่ด้วยกันแบบนี้ ก็ไม่แคร์อะไรน่ะ แล้วพี่ประกาศตั้งแต่ต้นว่า พี่อยู่ด้วยกันตั้งแต่เป็นตุ๊กกี้แล้ว ทุกคนก็รับรู้ว่าอยู่ด้วยกัน บ้านของเรา ทุกอย่างของเรา ก็ปรึกษากับพ่อแม่ พอพ่อกับแม่ไม่ พี่ก็เลยไม่ค่ะ (พ่อแม่ไม่ซีเรียสว่าจะต้องจัดงานแต่ง?) พ่อแม่พี่เข้าใจบู้ค่ะ ทำทุกอย่างให้เป็นผลบวก เพราะบู้ไม่ได้มาเจอพี่ตอนพี่มี พ่อแม่พี่รู้จักบู้ตั้งแต่ไม่มีจนมาถึงทุกวันนี้ เลยกลายเป็นว่าคนของเราก็โอเค พี่ก็เลยไม่แต่งหรอก ไม่เป็นไร ถามว่าอยากใส่ชุดแต่งงานไหม พี่ใส่แล้วมันเหนื่อยมาก พี่เป็นคนแบบนี้นะ ไม่ได้เพ้อฝัน
Q : เรียกว่าอยากอยู่ในโลกความเป็นจริงมากกว่า?
A : ถูกต้อง แบกรับมาเยอะมากพอแล้ว อย่าให้คนดีต้องมาเสียกับคำพูดอะไรไม่รู้ที่มันเยอะแยะ พี่บู้เป็นคนดีสำหรับพี่นะ ไม่งั้นคงไม่คบกันถึง 11 ปี พี่ไม่เคยทะเลาะกันหรืองอนกันเกิน 10 วินาที ถ้าพูดจะรู้สึกเลยว่าพี่งอน แล้วบู้จะรู้สึกเลยว่าเอาไงดี ถ้าบู้งอนพี่จะพูดเลยว่าเอาไงดี เหมือนมันเลยตรงนั้นมาแล้ว มันเป็นความเข้าใจกัน แล้วไม่ใช่เข้าใจธรรมดา คือไม่ได้พยายามด้วย แต่เข้าใจเอง ลำบากด้วยกันจนเข้าใจเองน่ะ จนมองตารู้ใจ บางเรื่องน่ะพี่เป็นบุคคลที่ 3 นะ แล้วพี่ก็เดินไปสะกิดบู้ว่าคิดอย่างนี้ใช่ไหม รู้เลยน่ะว่าคิดอะไรอยู่ เลยกลายเป็นว่าอะไรก็ตามที่ช่วยซัพพอร์ตใจบู้ ประคองใจบู้ให้อยู่กับเราแล้วมีความสุขพี่ทำ
Q : กลัวกระแสวิจารณ์ในแง่ลบไหม พอเราบอกว่าจะไม่แต่งงาน?
A : พี่แคร์คนรอบข้างพี่ พ่อแม่พี่ ใครจะรู้ว่าพี่อาจจะไปขอขมาลาโทษกราบพ่อแม่กันสองคนก็ได้ แต่ว่าเรื่องในบ้านพี่บางอย่างพี่ก็ไม่อยากพูด แต่ว่าสังคมก็รับรู้ เพราะว่าพี่ไม่ได้อยู่ดีๆ มาอยู่ด้วยกัน พี่อยู่มานานจนทุกคนรู้แล้วว่าพี่อยู่ด้วยกัน เคยสังเกตไหมว่าไม่ค่อยมีข่าวว่าพี่ไปนอนบ้านบู้ บู้ไปนอนบ้านพี่ ไม่ค่อยมีเพราะเขารู้ตั้งแต่ต้นแล้ว ถามว่าซีเรียสไหมถ้ามีคนวิจารณ์แง่ลบคือมันเลยมาแล้ว คือเคสของบู้มันรุนแรงจนพี่ไม่เอาดีกว่า
Q : ในเมื่อไม่แต่งงาน เรายังมองถึงเรื่องการสร้างครอบครัวมีลูกไหม?
A : ไม่ค่ะ อยู่กันสองคนนี่แหละ พี่บอกตัวเองว่าไม่มีเวลาเลี้ยงหรอก แล้วไม่รู้จะเลี้ยงได้ดีรึเปล่า ด้วยภาวะสังคมแบบนี้ พี่กับบู้ก็ทำงาน ตอนนี้ก็งอนๆ เรื่องน้องวัวไม่มีใครดู บู้เอามาเลี้ยงก็งอนกันหยุมหยิมนิดหน่อย นี่ขนาดเลี้ยงสัตว์ยังไม่มีเวลาเลย แล้วคนล่ะ คนมีความรู้สึกนะ เราจะทิ้งให้แม่บ้านเลี้ยงอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะไม่ใช่ลูกเขา แล้วเขาจะเลี้ยงได้ดีเหมือนที่เราคิดรึเปล่า พี่กลัวปัญหาเยอะแยะค่ะ ถามว่าพ่อแม่ไม่อยากอุ้มหลานเหรอ ตอนนี้ก็มีหลาน 2 คนที่พี่ชายเอามาให้ก็พอแล้ว ก็เลี้ยงมาตั้งแต่อายุ 5 เดือน ตอนนี้อยู่ ม.5 แล้ว ก็ดูแลกันไป เหมือนครอบครัวพี่เป็นครอบครัวที่พอดีแล้วค่ะ แม่ได้เลี้ยงหลานแล้ว และแม่ไม่ควรเหนื่อยแล้ว ถ้าพี่ไม่เลี้ยงก็โยนกลับบ้านนอกแน่เลย สุดท้ายแม่พี่ก็เลี้ยงอีก ถ้าให้พี่เลี้ยงลูกอย่างเดียวก็ไม่ได้หรอก เพราะพี่เป็นคนทำงาน ถ้าวันนึงไม่ได้ทำงานในวงการนี้แล้ว พี่ก็ทำงานเบื้องหลังเนี่ยแหละค่ะ ก็อาจจะไปเที่ยวรอบโลกกัน 2 คน พี่บู้ก็อยากมีลูกนะ แต่พี่ก็บอกว่าเลี้ยงน้องวัวให้ดีก่อน ต้องดูว่าเรามีเวลามากแค่ไหน ที่สำคัญคือคนก็ต้องเติบโต ภาระต่างๆ นานาอีกค่ะ แต่สำหรับพี่ พี่ไม่ไหวค่ะ
Q : เราเจอกระแสลบค่อนข้างเยอะ อย่างเรื่องเพจแอนตี้ตุ๊กกี้ หรือมีคนวิจารณ์ในทางไม่ดี รู้สึกยังไงบ้าง?
A : พี่รู้สึกเฉยมาก เพราะว่าแอนตี้ทำไมล่ะ อ๋อ เขาไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเหรอเลยเกลียดเขาเหรอ ที่มีคนว่าพี่หยิ่ง หรือนิสัยแบบนั้นแบบนี้ เชื่อไหมว่าไม่มีใครฆ่าพี่ได้เพราะคนไม่รู้ตัวตนพี่ ที่สำคัญคือ คนที่โพสต์ในนั้นน่ะเคยเจอพี่จริงเหรอ มีครั้งนึงที่มีคนมาคอมเม้นต์ว่า เจอพี่เดินเชิดมากที่ดอนเมือง พี่ก็ตอบกลับเลยว่าพี่ปวดท้อง ทำไมไม่เดินตามพี่มา ห้องน้ำอยู่หน้าแมคไง น้องนั่งอยู่ตรงนั้นวิ่งตามพี่เลย แล้วพี่ออกมาทำไมไม่ทักพี่ล่ะ พี่ตอบเลยค่ะเพราะพี่เป็นคนแบบนี้ อยู่ในโลกความเป็นจริง พี่เป็นคนแบบนี้คือเป็นคนพูดตรงๆ จะบอกว่าเวลาคุณพูดอะไร อย่าพูดแต่ด้านบวกให้กับตัวเอง ลองมองบวกกับพี่ดูบ้างสิ อย่างเรื่องเพจแอนตี้เนี่ยคนกดไลค์เป็นแสนก็เป็นข่าว แต่คนกดไลค์เพจตุ๊กกี้แฟนคลับเป็นแสนเหมือนกัน ทำไมไม่เป็นข่าวบ้างล่ะ พี่บอกเลยว่าต้องมาคุยกับพี่เองดีกว่า เชื่อไหมพอเขาได้คุยกับพี่ เขาก็พูดว่าได้คุยกับพี่แล้วไม่เห็นเป็นอย่างที่มีข่าวเลย เป็นแบบนี้ทุกคนค่ะ
Q : ทุกวันนี้ถ้ามีข่าวอะไรแย่ๆ ออกมาอีกก็ไม่สนใจแล้ว?
A : ไม่สนใจค่ะ พี่ผ่านมาเยอะแล้ว พี่ไม่ได้เกิดเป็นตุ๊กกี้เมื่อวันก่อนที่ไหนล่ะ พี่ไม่กลัวเพราะว่าใช้ชีวิตแบบคนจริงค่ะ ไม่มีใครรู้จริงเท่าตัวพี่ ไม่คิดเหรอว่าทำไมพี่อยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ ข่าวมาตั้งเยอะแยะ แต่เพราะความจริงทำให้พี่อยู่ได้ถึงทุกวันนี้ค่ะ
Q : อยากฝากอะไรถึงคนที่รักและเกลียดเรา?
A : สัจธรรมมนุษย์ พี่เชื่อว่าศิลปินทุกคน หรือคนธรรมดา ก็ต้องเจอเหมือนพี่ มีรักมีเกลียดเป็นธรรมดา ถามว่ากระทบจิตใจพี่ไหมไม่กระทบ เพราะก่อนพี่เป็นตุ๊กกี้ทุกวันนี้ก็มีคนรักพี่และเกลียดพี่ค่ะ ตั้งแต่ก่อนหน้านี้พี่ก็เจอสภาพนี้มา เจอว่าเป็นเด็กฝาก เด็กเส้น เด็กท่าน เด็กเธอ พี่เจอมาหมดแล้ว พี่แบ่งรับแบ่งสู้ด้วยตัวพี่เอง เพราะฉะนั้น แล้วคนเราก็ต้องทำงาน ต้องมีความสุข คนเราต้องใช้ชีวิตให้เป็น คนเราต้องเลือกได้ พี่เลือกได้ว่าพี่จะคบใคร จะสนิทกับใคร จะมองใคร จะรักใคร พี่จะรักแต่ความสุข พี่จะรักแต่คนที่รักพี่ จะรับแต่สิ่งที่ทำให้พี่มีชีวิตในการทำงานต่อไป
ที่มา: thairath.co.th

0 comments:
Post a Comment