เมื่อพูดถึง "วัน" ที่มนุษย์คนหนึ่งจะจดจำไว้ "ไม่ลืม"
วันดังกล่าวย่อมแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ของมนุษย์แต่ละคน ซึ่งแน่นอน การที่คนคนหนึ่งจะจดจำเรื่องราวในชีวิตได้อย่างไม่มีวันลืมนั้น เรื่องราวที่ว่าย่อมเป็นเหตุการณ์ที่เป็น "ที่สุด" ในชีวิตของพวกเขา
ไม่ว่าจะเป็น "ที่สุด" ทั้งด้านดีหรือร้าย อาทิ แย่ที่สุด รักที่สุด สนุกที่สุด หรือกระทั่ง "เจ็บปวดที่สุด"
ในชีวิตการเป็น "ผู้สื่อข่าว" ของผู้เขียนก็เช่นกัน มีหลายเหตุการณ์ที่ถูกจดจำติดตรึงไว้ในใจ แต่เหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งซึ่งผู้เขียนจดจำได้ "ไม่มีวันลืม" ก็คือ เหตุการณ์ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 หรือเมื่อ 1 ปีก่อน
วันนั้น ผู้เขียนมีโอกาสวิ่งหนีกระสุนกับเขาไป วิ่งโฟนอินรายงานข่าวไป ท่ามกลางเสียงกระสุนและระเบิดดังประกอบการรายงานข่าวสดๆ ที่ดำเนินไปแบบวินาทีต่อวินาที
ย้อนกลับไปช่วงเช้าของวันนั้น กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ได้รับมอบหมายให้นำกำลังเข้าเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณแยกผ่านฟ้าไปจนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่มีการปักหลักกันมานานแรมเดือน
และในวันนั้น จุดเจรจานี้เป็นเพียงจุดเดียวที่มีความสูญเสีย จากจุดเจรจาทั้งหมด 7 จุด ภายหลัง ศรส. นำกำลังเข้าเจรจาและขอเปิดพื้นที่ ขณะที่ กปปส. และเครือข่าย ได้นำกำลังกระจายทั่วจุดสำคัญใน กทม. เพื่อเป็นการยกระดับการชุมนุม
หลายคนอาจจะนึกไม่ออกว่า เหตุการณ์ ณ จุดนี้ มี "ภาพจำ" อะไร?
จึงขออนุญาตเฉลยว่า การเจรจาขอเปิดพื้นที่บริเวณแยกผ่านฟ้า ได้ก่อให้เกิดสถานการณ์ "ตำรวจเตะระเบิด" หรือบางคนเรียกว่า "ฮีโร่ตำรวจเตะระเบิด"
บ้างก็ตั้งฉายา "วีรบุรุษไซด์คิก" ให้แก่ ร้อยตำรวจตรีธีระเดช เล็กภู่ จากสถานีตำรวจภูธรแสนสุข จังหวัดชลบุรี ผู้ที่เตะระเบิดที่ถูกขว้างเข้ามา ออกจากวงล้อมตำรวจ ซึ่งเป็นเสี้ยววินาทีที่นายตำรวจคนนี้ต้องจดจำไปจนวันสุดท้ายของชีวิตอย่างแน่นอน
เพราะถ้าหากเขาไม่กล้าตัดสินใจเตะระเบิดออกไปในวันนั้น ก็เป็นไปได้ว่าอาจมีเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเสียชีวิตหลายรายจากเหตุการณ์ดังกล่าว
ในวาระครบรอบ 1 ปี ของเหตุการณ์ดังกล่าว ร้อยตำรวจตรีธีระเดช เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เขาจดจำวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 ได้ "ไม่ลืม" เช่นกัน
และถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้ เขายังคงตัดสินใจจะทำเช่นเดิม เพราะวินาทีนั้นเป็นเรื่องของสัญชาตญาณล้วนๆ และเพราะเป็นห่วงเพื่อนๆ ด้วย
เขายอมรับว่า ในตอนแรกๆ ของการรักษาตัว ภาพเหตุการณ์ยังติดตาอยู่ตลอด รวมถึงกังวลเรื่องขามาตลอด เพราะบางช่วง การผ่าตัดมีอาการติดเชื้อ แต่ไปๆ มาๆ ก็สามารถผ่านเหตุการณ์ที่ "ยากจะลืม" นี้มาได้ 1 ปีแล้ว ซึ่งถือว่ารวดเร็วอย่างมาก
ปัจจุบันนี้ อาการบาดเจ็บต่างๆ ของร้อยตำรวจตรีธีระเดช ทุเลาลงไปมาก โดยที่ขายังมีอาการชาบ้างเล็กน้อย
และถือว่าเป็นเวลานานเกือบ 1 ปีเต็ม ที่ร้อยตำรวจตรีธีระเดชต้องนอนอยู่บนเตียงคนไข้โรงพยาบาลตำรวจ ไม่ได้ลุกออกไปไหน เพราะต้องใช้เวลาผ่าตัดหลายครั้ง
จนกระทั่งวันนี้ "ตำรวจเตะระเบิด" ได้เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการทำกายภาพบำบัด สามารถลุกมาปั่นจักรยาน รวมถึงฝึกเดินขึ้นลงสเต็ปบันได 1 ขั้นได้แล้ว
โดยทุกๆ เช้าเวลา 09.30 น. จะมีนักกายภาพพาตำรวจนายนี้มาที่ศูนย์กายภาพ ชั้น 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลตำรวจ
ทุกเช้าวันละ 1 ชั่วโมง ร้อยตำรวจตรีผู้นี้ต้องมาประจำจุดเครื่องมือเพื่อฝึกกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ให้พร้อมมากที่สุด ก่อนที่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะฝึกการเดินขึ้นลงบันไดหลายๆ ขั้น ก่อนจะเข้าสู่โหมดการฝึกเดินแบบไม่ต้องใช้ตัวช่วย และการเดินเร็ว
ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี้ยังต้องใช้เวลาอีกนานนับปี
อาการทั่วไปของ "วีรบุรุษไซด์คิก" ถือว่าดีขึ้นมาก และจริงๆ ทางแพทย์ผู้รักษาแจ้งว่าเขาสามารถกลับบ้านที่จังหวัดชลบุรีได้แล้ว แต่ยังต้องเดินทางไปกลับกรุงเทพฯ ตามที่หมอนัดอยู่ต่อเนื่อง เนื่องจากเครื่องมืออุปกรณ์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดอยู่ที่กรุงเทพฯ
ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจพักอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจก่อนอีกสักระยะ รวมถึงต้องทำกายภาพที่กรุงเทพฯ ต่อ แต่ทางบ้านที่ชลบุรีก็ได้เตรียมพื้นที่ชั้นล่างของบ้านรอรับเขาไว้แล้วเช่นกัน ในกรณีที่ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวเดินทางกลับไป แล้วยังขึ้นลงบันไดได้ไม่สะดวก
ร้อยตำรวจตรีธีระเดชเปิดเผยว่า ได้รับกำลังใจจากประชาชน บุคคลในแวดวงการเมือง ผู้บังคับบัญชา อดีตผู้บังคับบัญชา ตลอดจนเพื่อนตำรวจที่อยู่ร่วมเหตุการณ์ในวันนั้น ซึ่งเคยรักษาตัวร่วมกัน แต่สามารถกลับไปปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว
ซึ่งคนเหล่านี้ได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเยี่ยมเยียนเขาโดยตลอด
คนเข้าเยี่ยมที่เขาจดจำได้ "ไม่ลืม" เลย ก็คือ อ.เอกชัย ไชยนุวัติ ที่แวะมาอย่างต่อเนื่องแทบทุกเดือน และ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นสองบุคคลที่มาเยี่ยมบ่อยครั้งที่สุด
ล่าสุด ก่อนหน้านี้เขาก็เพิ่งได้รับกำลังใจจากไอดอลของตนเอง อย่าง ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง โค้ชทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ซึ่งเดินทางมาเยี่ยมพร้อมมอบลายเซ็นให้ด้วย
ขณะเดียวกัน กำลังใจที่ดีที่สุดอย่าง คุณจิรภา เล็กภู่ ภรรยา และลูกๆ ก็เฝ้าดูแลร้อยตำรวจตรีธีระเดชอย่างต่อเนื่องทุกวันทุกนาทีไม่มีห่าง ทำให้เขาไม่รู้สึกท้อแท้ เพราะต่างคนต่างเติมกำลังใจให้กันและกัน
คุณจิรภาเคยบอกกับผู้เขียนว่า บางครั้งร้อยตำรวจตรีธีระเดช ผู้เป็นสามีก็เป็นกำลังใจให้เธอแบบไม่รู้ตัว เพราะเธอเองยังสามารถลุกไปไหนมาไหนได้ หรือออกไปข้างนอกได้ แต่สามีของเธอต้องอดทนและนอนอยู่บนเตียงในห้องพักผู้ป่วยของโรงพยาบาลนานแรมปี
นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เธอต้องสู้ต้องอดทนเป็นเพื่อนสามี
ส่วนสิ่งที่ครอบครัวเล็กภู่อยากให้เกิดขึ้น ก็คือการช่วยหาเงินเยียวยาให้แก่ตำรวจที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ทุกๆ นาย
เพราะแม้ว่าอะไรที่สูญเสียไปแล้ว จะไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ แต่ขวัญและกำลังใจก็เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้นำครอบครัวเสียชีวิตลง เพราะนั่นหมายความว่าคนข้างหลังจะต้องขาดเสาหลักในชีวิตไป
"สำหรับกรณีพี่ธีระเดชแม้ว่าจะไม่เสียชีวิตก็จริง แต่ผลระยะยาวต่อไปที่จะเกิดขึ้น เราไม่อาจคาดเดาได้ว่า สะเก็ดระเบิดตามตัวที่ยังมีอีกเยอะ ในภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไร
"ขาซ้ายทุกวันนี้ถึงแม้จะเดินได้ในระดับหนึ่ง แต่จะบอกว่าอาการชาตั้งแต่แรกก็ยังมีอยู่ เพราะว่าเส้นประสาทถูกทำลายเยอะ ตอนนี้พอเดินซักระยะ สีของเท้าก็จะเปลี่ยน จะบวม เพราะว่าเลือดดำไปเลี้ยงได้ไม่ดีค่ะ หลังกายภาพต้องยกเท้าสูงตลอด หมอบอกต้องใช้เวลา"
คุณจิรภากล่าว พร้อมเผยว่าหากสามีสามารถออกจากโรงพยาบาลเพื่อไปรักษาตัวเองที่บ้าน จะถือเป็นการเริ่มต้นใหม่สำหรับครอบครัว ขณะเดียวกันก็ฝากขอบคุณทุกกำลังใจที่ยัง "ไม่เคยลืม" กัน
ผู้เขียนเองมองว่าสำหรับตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ การได้รับการดูแลและกำลังใจจากผู้บริหาร รวมถึงการมีหัวหน้าที่ใส่ใจผู้ร่วมงาน เพื่อให้บรรดาคนที่เคยร่วมทำงานและช่วยเหลือองค์กรเหล่านั้นไม่รู้สึกเดียวดายถูกทอดทิ้ง นั้นถือเป็นโจทย์ที่สำคัญ
เมื่อเราซื้อใจใครก็ตาม เราย่อมได้ใจนั้นกลับมา เพราะอย่าลืมว่าเราไม่ได้ดูแลเพียงตัวเขา แต่เรากำลังช่วยดูแล "ครอบครัวของเขา" อยู่ด้วย
ที่ผ่านมา ไม่ว่ายุคของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว หรือ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และคณะทำงานตั้งแต่ รอง ผบ.ตร. ลงมา รวมถึงสมาคมต่างๆ อาทิ แม่บ้านตำรวจ ก็มีนโยบายในการดูแลข้าราชการอยู่แล้ว
แต่จะทำอย่างไรที่จะไม่ให้การดูแลเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ทว่า มักจบลงอย่างรวดเร็ว เป็นการดูแลกันเมื่อออกสื่อ มีการทำข่าว ถ่ายภาพประชาสัมพันธ์ แต่หลังจากนั้น บุคคลผู้ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ กลับต้องนอนป่วยรักษาตัวแบบไร้กำลังใจ
กรณีของร้อยตำรวจตรีธีระเดช อาจจะโชคดี ตรงที่เขาเป็นบุคคลที่ถูก "จดจำ" ได้ และมี "ภาพจำ" ทำให้หลายคนยัง "ไม่ลืม" เขา
ทว่า ในอีกหลายต่อหลายกรณี ก็เกิดคำถามว่า เจ้าหน้าที่รายอื่นๆ เช่น ตำรวจจราจร หรือตำรวจ-ทหารในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น ได้รับการดูแลอย่างดีเพียงพอหรือไม่
สังคมเองก็อยากจะทราบความคืบหน้าเรื่องดังกล่าวเป็นระยะ และเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนอย่างผู้เขียนเอง ที่จะช่วยหาคำตอบในเรื่องนี้
..........................................
ที่มา: www.matichon.co.th

0 comments:
Post a Comment