กนง. มีมติ 4 ต่อ 3 หั่นดอกเบี้ยลง 0.25% มาที่ 1.75% จากเดิม 2% มองฟื้นตัว ศก.อ่อนแรง เงินเฟ้อจะอยู่ระดับต่ำต่อไป การบริโภค-ลงทุนเอกชนน้อยกว่าคาด ส่งออกยังเสี่ยง ยอมรับลดดอกเบี้ย ช่วยกระตุ้น ศก.ไม่ได้มาก...
เมื่อวันที่ 11 มี.ค. การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งที่ 2/2558 เป็นที่น่าจับตามองมากที่สุด จากการประชุมหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกยังไม่ฟื้นตัว รวมทั้งเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว หนี้ครัวเรือนพุ่งขึ้นสูง 85% ของจีดีพี อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เกรงว่าจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด
ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ได้มีมติ 4 ต่อ 3 เสียงให้คงลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาที่ 1.75% จากเดิม 2.00% ซึ่งได้สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยช่วงบ่าย กลับพลิกมาอยู่ในแดนบวก ขณะที่ความเห็นก่อนหน้าของบรรดาโบรกเกอร์ และสำนักวิจัยทางเศรษฐกิจหลายสำนัก ส่วนใหญ่เห็นว่า กนง.น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% เตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากลดดอกเบี้ยอาจส่งผลให้เกิดภาวะฟองสบู่ได้ โดยมีเพียงไม่กี่รายที่คาดว่า กนง.จะลดดอกเบี้ย
ด้านนายเมธี สุภาพงษ์ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ ประเมินว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอ่อนแรงกว่าที่ประเมินไว้ โดยแรงกระตุ้นจากภาคการคลังต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผลชัดเจน และอัตราเงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำไปอีกระยะหนึ่ง ภายใต้ภาวะดังกล่าว กรรมการ 4 คนเห็นว่านโยบายการเงินควรผ่อนคลายเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มแรงสนับสนุนให้เศรษฐกิจ และช่วยพยุงความเชื่อมั่นของภาคเอกชน
ส่วนกรรมการอีก 3 คนประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ผ่อนปรนเพียงพอในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และควรรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินไว้สำหรับเวลาที่จำเป็นและมีประสิทธิผลมากกว่าปัจจุบัน
ทั้งนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบันควรอาศัยแรงขับเคลื่อนด้านการคลังมากขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินการตามแผนการลงทุนของภาครัฐในระยะต่อไป คณะกรรมการฯ จะติดตามพัฒนาการของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว
สำหรับประเด็นที่คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญในการตัดสินนโยบาย โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2557 และเดือน ม.ค. 2558 ยังคงฟื้นตัวค่อนข้างช้า โดยมีแรงส่งทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนน้อยกว่าคาด ส่วนหนึ่งเนื่องจากความเชื่อมั่นของภาคเอกชนลดลง เศรษฐกิจในระยะต่อไปยังมีแนวโน้มฟื้นตัวในอัตราต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อน สำหรับการส่งออกสินค้าคาดว่าจะทยอยฟื้นตัวใกล้เคียงกับที่คาด แต่มีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าโดยเฉพาะจีน ขณะที่การท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยชดเชยอุปสงค์ในประเทศได้บางส่วน
นอกจากนี้ ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2558 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับลดลงและติดลบตามราคาน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ดี ราคาสินค้าและบริการส่วนใหญ่ยังปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่เป็นบวก มองไปข้างหน้า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อคาดว่าจะยังอยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงกับที่คณะกรรมการฯ ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อน สำหรับเสถียรภาพระบบการเงินยังอยู่ในเกณฑ์ดีแต่ต้องติดตามผลกระทบจากความเสี่ยงที่อาจสะสมจากพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า ภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน
“การที่ กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพราะแรงกดดันจากที่ประเทศข้างเคียงในภูมิภาคปรับลดดอกเบี้ยลง ซึ่งการที่แต่ละประเทศปรับลดดอกเบี้ยก็เป็นผลมาจากข้อมูลเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ที่มีความแตกต่างกันไปและต่างก็มีเหตุผลของตัวเองในการปรับลดดอกเบี้ย การที่ไทยปรับลดดอกเบี้ยก็มีสาเหตุจากความจำเป็นของไทยเอง ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันแต่อย่างใด โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของไทยถือว่าอยู่ในระดับที่เกือบต่ำสุดในภูมิภาค เป็นรองเพียงแค่สิงคโปร์”
พร้อมเชื่อว่า กนง.ยังมีกระสุนเหลือเพียงพอที่จะใช้สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป และมองว่าการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้อาจจะไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก โดยรวมเสถียรภาพทางการเงินยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เงินทุนไหลเข้า-ออกยังเป็นปกติ ไม่มีสัญญาณรุนแรงใด ซึ่งนักลงทุนเองก็มีการปรับตัวได้อยู่แล้ว จึงไม่น่าเป็นห่วง
ขณะเดียวกันการใช้จ่ายของภาครัฐและภาคเอกชนในเดือน ม.ค.และ ก.พ. ที่อ่อนแรงกว่าที่คาด ทำให้แรงส่งทั้งปีชะลอตัวลง จากสัญญาณนี้ทำให้ ธปท.เตรียมจะปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทย และการส่งออกของไทยในปี 58 ใหม่อีกครั้งในวันที่ 20 มี.ค.นี้ จากปัจจุบันที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตได้ 4% และการส่งออกโตได้ 1%.
ที่มา: thairath.co.th

0 comments:
Post a Comment